บทที่ 4 รอยรำลึก (3)

ครึ่งชั่วโมงหลังจากนั้น ปณัยก็มาปรากฏตัวขึ้นภายในห้องฉุกเฉินของโรงพยาบาลชื่อดังแห่งหนึ่งใจกลางกรุง อุปกรณ์ทางการแพทย์อันระโยงระยางทั้งหมดที่เห็นแก่ตา ถูกนำมาช่วยเพื่อยื้อชีวิตของหญิงชราบนเตียง

น้อมจิต พี่เลี้ยงในวัยเด็กของเขาและ...อัลิปรียา คนที่เสมือนแม่และญาติอีกคนที่ยังมีชีวิตอยู่

“ต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ”

นายแพทย์หนุ่มในชุดสีขาววางมือลงบนบ่าของเขาแล้วบีบเบาๆ ในห้องสีขาวกว้าง มีเตียงตั้งเรียงกันอยู่ประมาณห้าเตียง สี่เตียงที่เหลือว่างเปล่า และปณัยก็หวังเหลือเกิน ว่าน้อมจิตที่นอนอยู่ในขณะนี้จะอาการดีขึ้น จนสามารถย้ายออกไปพักฟื้นยังห้องพิเศษได้เหมือนผู้ป่วยหนักรายอื่น เพราะเขาเองยังไม่พร้อมที่จะเสียใครไปอีกในตอนนี้

น้อมจิตพี่เลี้ยงหญิงชราที่เป็นดั่งเหมือนแม่ของเขาและอัลิปรียาในวัยหกสิบปี ต้องเข้าโรงพยาบาลเพื่อรักษาตัวเพราะช็อก หลังจากทราบข่าวเครื่องบินตกเมื่อหนึ่งเดือนที่แล้ว ซึ่งมันพรากชีวิต พรากดวงใจของพวกเขาจากไป

ใช่! อัลิปรียา กษิดิ์เดช ทายาทคนเดียวของตระกูลเก่าแก่เสียชีวิตจากอุบัติเหตุเครื่องบินตกในครั้งนั้น ระหว่างที่เธอกำลังเดินทางไปแคนาดา และแม้จะยังหาศพไม่พบ ทว่า...การค้นหาได้สิ้นสุดลงแล้ว หลายศพไม่พบแม้แต่ซากร่างกาย เพราะส่วนนั้นเป็นท้องทะเลลึกทำให้การค้นหายากยิ่งกว่าสิ่งใด

“ปณัย ทำใจเถอะวะ”

แพทย์ผู้เป็นเพื่อนปลอบ ปณัยพูดไม่ออก มือใหญ่หนาของเขาเอื้อมออกไปกุมมือเหี่ยวย่นที่วางอยู่แทบอกของเจ้าของผู้นอนอยู่บนเตียงแผ่วเบา

“แม่น้อม” เสียงนุ่มอ่อนโยนแผ่วหวิวเอ่ยเรียก เมื่อเห็นดวงตาฝ้าฟางหม่นมัวลืมขึ้นมอง ริมฝีปากบางแห้งของผู้ป่วยขยับเพียงเบาๆ เสียงที่เล็ดรอดแสนอ่อนโยนไม่เคยเปลี่ยนแปร

“คุณปรี...ยา ทะ...ทูนหัว”

เพียงเท่านั้นดวงตาเลื่อนลอยก็ปรือปิดลงพร้อมกับสีหน้าเหน็ดเหนื่อยหม่นหมอง ด้วยริ้วรอยของมัจจุราชกำลังคืบคลานเข้ามาทุกวินาที ทุกขณะจิต ทรวงอกที่สะท้อนการเต้นของหัวใจ...แผ่วล้า

ปณัยได้แต่กลั้นหยดน้ำตา เมื่อหนทางเดียวที่จะยื้อชีวิตของพี่เลี้ยงชราไว้ได้ คงมีเพียงแต่ต้องพาอัลิปรียามายืนอยู่ตรงนี้เท่านั้น เพราะในทุกลมหายใจน้อมจิตมีไว้เพียงเพื่อหญิงสาวผู้เดียว ซึ่งแม้นว่าตอนนี้เธอจะยังอยู่ที่นี่ก็คงดี แต่มันเป็นไปไม่ได้เลย เมื่ออัลิปรียาเสียชีวิตไปแล้ว

“คุณปรียาช่วยที คนดี...อย่าให้คุณณัยต้องโดดเดี่ยวอีกเลย”

ปณัยยกมืออันเหี่ยวย่นขึ้นแนบหน้าร่ำร้องวอนขอกับความเงียบงันในห้อง ส่วนคนป่วยที่ลมหายใจเจียนหยุดนั้นจะรู้สึกอย่างไรก็หาไม่ เมื่อหญิงสูงวัยยังคงปล่อยให้ตัวเองอยู่ในฝันอันเกิดจากเงาของอดีตที่หมุนวนกลับมา ฝันที่เป็นสุข ฝันในช่วงสุดท้ายของชีวิต ก่อนเส้นใยซึ่งพันธนาการระหว่างซากร่างใกล้ร่วงโรยและดวงวิญญาณจะแยกออกจากกัน

ในฝันนั้นน้อมจิตเห็นตัวเองยังอยู่ในวัยสาว และคุณหนูผู้ที่เธอรักเสมือนลูกยังเป็นแค่เด็กตัวน้อย

“คุณปรียาขา...คุณปรียา”    

หญิงสาวในวัยราวสามสิบกลางๆ ป้องปากตะโกนเรียกหาเจ้าของชื่อด้วยท่าทางร้อนรน และพร้อมกันนั้นยังมีหญิงสาวทั้งน้อยใหญ่อีกสามสี่คน เดินวนไปเวียนมาอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกล ทว่า...กลับไม่มีเสียงตอบกลับมา เธอจึงได้แต่รำพึงด้วยท่าทางระอาแกมหนักใจ

“โธ่ทูนหัวของน้อม ออกมาเถอะค่ะ น้อมจะหัวใจวายอยู่แล้ว”

‘น้อมจิต’ ในวัยสาวนั้นได้ทำหน้าที่เป็นทั้งคุณแม่บ้าน และพี่เลี้ยงลูกสาวของเจ้าของบ้าน

เธอจัดได้ว่าเป็นคนสวยพอตัว เพราะดวงหน้าสามเหลี่ยมยาวได้รูปรับกับคิ้วเรียวดกโค้งอย่างกับวงพระจันทร์ ตาคมมีแววหวาน หากเวลาเฉียบขาดเอาจริงขึ้นมาก็ดูดุ แต่พอยิ้มก็ทำให้คนมองราวกับต้องมนตร์

หญิงสาวถูกเลี้ยงมาคู่กันกับ ‘ปรียานุช’ ลูกสาวและหลานสาวคนเดียวของตระกูลกษิดิ์เดช เนื่องจากมีศักดิ์เป็นญาติห่างๆ และทางครอบครัวของน้อมจิตเองก็เสียชีวิตลงทั้งหมดด้วยอุบัติเหตุไฟไหม้ เหลือรอดมาเพียงเธอคนเดียว ‘ท่านเจ้าสัวใหญ่’ ผู้เป็นเจ้าของบ้านและญาติ จึงได้รับเธอมาอุปการะและเลี้ยงดูดังเช่นลูกหลานคนหนึ่ง

“ซนจริง ไม่มีใครเกินละ”

นิ่มนวลละสายตาจากเบื้องหน้ากลับมามองเจ้าของเสียงใสๆ ซึ่งดังขึ้นประสม ‘นิ่มนวล’ เป็นลูกพี่ลูกน้องของเธอที่ใบหน้าคล้ายกัน ขณะนั้นเจ้าหล่อนกำลังแหวกกอพุทธรักษาที่ปลูกไว้ริมทางเท้ายาวจรดไปจนถึงหลังบ้านก้าวออกมายืนข้างๆ บอกกลั้วหัวเราะ อย่างจะแสดงว่าเจ้าหล่อนเป็นคนอารมณ์ดีอยู่เป็นนิตย์

“แต่ถึงจะซนเธอก็น่ารักนะพี่นะ”

สาวน้อยวัยยี่สิบต้นๆ ดูสูงโปร่ง และมีเนื้อมีหนังมากกว่าพี่สาวที่รูปร่างอ้อนแอ้นอรชร ซึ่งพอน้อมจิตได้ฟังก็อดจะค้อนส่งให้น้องสาวไม่ได้ โดยเฉพาะในประโยคต่อมาที่ว่า

“เดี๋ยวอีกหน่อยก็ออกมาแหละพี่น้อม เจ้าแดงหายไปด้วยนะ แล้วฉันก็รับรองได้ว่าคุณปรียาต้องเปื้อนสุดๆแน่ๆ”

ใบหน้าคนพูดกระจ่างด้วยรอยยิ้ม ปากคอคิ้วคางของสาวน้อยดูน่ามอง เพราะรอยยิ้มและเสียงหัวเราะสดใส ก่อนที่เธอจะเดินกลับไปหาคนอื่นๆ ที่ยืนทอดถอนใจอยู่ไม่ไกล บริเวณข้างตัวบ้านหลังใหญ่ซึ่งเพิ่งสร้างเสร็จ

ห่างออกไปบริเวณสนามหน้าบ้าน ต้นปาล์มโบกใบสะบัดไปมาเมื่อลมพัดกระทบ และยังคงมีไม้ล้อมรอบเป็นโครงกันล้ม สีขาวของบ้านหลังใหญ่กระจ่างตาและดูจะเด่นสุด เพราะในขณะนี้พื้นที่รอบๆ บ้านยังจัดการไม่เสร็จเรียบร้อยดี ลานน้ำพุหน้าบ้านยังอยู่ในระหว่างสร้าง สระว่ายน้ำที่อยู่เยื้องไปทางซ้ายก็เช่นเดียวกัน

ส่วนต้นไม้ใหญ่อย่างพวกกัลปพฤกษ์ก็ยังมีไม้ค้ำยันแสดงชัดว่าเพิ่งนำมาปลูก ในขณะที่พื้นสนามซึ่งเป็นหญ้าเขียวชอุ่มยังมีบางแห่งที่ยังไม่ขึ้นดี มองเห็นสีเขียวกะหร็อมกะแหร็ม

บทก่อนหน้า
บทถัดไป